วันนี้ Program แน่นเอี๊ยดทั้งวัน ตอนเช้าต้องถ่ายงานfinal วิชา Fashion Photo ให้เส็ด ส่วนตอนบ่ายมีลงทะเบียนเข้าmeeting งานของนิตยสารComp. Arts Project ครั้งที่หนึ่ง โดยครั้งนี้ใช้Themeงานว่า"
Character จัด" ซึ่งจัดอยู่ที่TCDC
โดยมีguest ชื่อดัง อย่างคุณ S.S. เจ้าของผลงานโจหัวปลาหมึก และคุณ Wisut เจ้าของผลงานการ์ตูน Hesheit
งานที่ว่าเริ่มบ่ายโมง แต่จดแล้วจนรอดผมก็ไปสายจนได้ เนื่องจากการถ่ายภาพที่ยุ่งยากตอนช่วงเช้า ผมต้องวุ่นวือกับการเซ้ทค่ากล้องนู่นนนี่นั่น กว่าจะลงตัว และเส็ด มันก็บ่ายโมงกว่า ก็รีบเดีนทางไปยังงาน ถึงงานปะมานบาย 2 โชคดีที่เค้ายังให้ลงชื่ออยู่ ลงชื่อเส็ดได้แฟ้มพร้อมกระดาษดินสอ ก็เข้าห้องประชุมทันที
เข้าไปก็เห็น Guest ของงานกะพิธีกร 2 คนนั่งคุยกันอย่างเมามันส์อยู่บนเวทีแล้ว พระเจ้า เราพลาดอะไรไปรึป่าว ... ช่างมัน เริ่มหาที่นั่งดีก่า สิ่งที่ได้ฟังมา ก็มีหลายประเด็นที่พวกพิธีกรพยายามเค้นความรู้ ประสบการณ์มาจากพี่ๆทั้งสอง (ขอเรียกว่าพี่ชาติ และพี่ตั้ม แทนละกันคับ) พี่ตั้มส่วนมาก จะพูดเกี่ยวกับการสร้างงานของตนเองว่ามีอะไรเป็น inspiration ในการวาดการ์ตูนที่มีลายเส้นขยุกขยิก ดูยุ่งเหยิงที่สุดในโลก แต่เนื้อหาในบางตอน มันยังมีสาระมากกว่าการ์ตูนโดราเอมอนผสมโปเกมอนบวกกะ ดราก้อนบอลซะอีก ซึ่งพี่ตั้ม เค้าก็บอกว่าเค้าได้แรงบันดาลใจในการเขียนมาจากสิ่งรอบตัว หรือ การได้คุยกับคนที่มีความคิดที่ต่างกัน ในเรื่องๆเดียวกัน ก็ทำให้เกิดเนื้อเรื่องอะไรที่แปลกๆใหม่ๆขึ้นมาได้ การ์ตูนเรื่องดังของพี่ตั้ม อย่าง Hesheit(แค่ชื่อก็ คิดได้ไงแล้ว นอกจากที่ชื่อจะแปลกแล้วตัวละครในการ์ตูนเรื่องนี้ยังไม่มีชื่ออีกด้วย รู้แค่ว่านี่ตัวเด่น นี่ตัวประกอบ) และ มะม่วง(คือเป็นด.ญ.ที่มีทรงผมเป็นรูปมะม่วง หน้าตาอินโนเซ้นส์ น่ารักซะ ซึ่งเวลาที่เธอโผล่มาตามช่องการ์ตูนก็ดี หรือตามอนิเมชั่นประกอบการเล่นเปียโนก็ดี หรือนอกจากนั้นที่เธอชอบออกมาตามลายผ้าเช็ดหน้า กระเป๋าผ้า นู่นนี่ เธอก็จะชอบที่จะปรากฎตัวมาพร้อมๆ กับน้องหมาซึ่งมีหน้าตาน่ารักไม่แพ้กันเลยทีเดียว) พี่เค้าได้บอกถึงความแตกต่างระหว่างน้องมะม่วง และ การ์ตูนHesheit ก็คือว่า การ์ตูนHesheit ต้องมีเนื้อเรื่องประกอบ แต่มะม่วงไม่ต้องเพราะเธอใช้เป็นแค่ภาพประกอบเท่านั้นก็ได้ เช่นบางทีก็เอาเธอมาทำท่า่างๆ อยู่บนผ้าเช็ดหน้า ก็ดูโอเคแล้ว ไม่ต้องใส่เนื้อเรื่องอะไรมากมาย
ประเด็นต่อมา(เอ่อ... ขอคุยเป็นคนๆ ไปเลยละกัน จะได้ไม่งงตนเอง) ก็คือว่าพี่เค้าบอกว่า ที่เมืองไทยคนวาดการ์ตูน(และอีกหลายๆอาชีพ)ดูจะไม่ค่อยมีใครสามารถนำมาเป็นอาชีพได้ หรือ มันดูเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยเติบโตซักเท่าไหร่ เนื่องจากเมืองไทยมีแต่คนอยากเป็นนู่นนี่นนั่นซึ่งไม่ค่อยมีใครจะมาเป็น "ตัวกลาง" ในการเผยแพร่ เช่นอย่าง ตัวกลางสำหรับนักวาดการ์ตูนก็อาจจะเป็นอย่างพวก Editorหนังสือต่างๆ ซึ่งเหล่า Editor สามารถที่จะนำเอางานของเหล่าคนอาชีพต่างๆ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก มาเผยแพร่เปิดเผย ทำให้งานในด้านๆนั้นมีการพัฒนาขึ้น อย่างเช่นงานของนักวาดการ์ตูน เป็นต้น อารมณ์ประมานว่าสถานการณ์ประเทศไทยในปัจจุบัน มีนักวาดการ์ตูนมากกว่าคนที่เป็นพวกEditor หรือพวกบ.ก. หนังสือ แนวๆเดียวกับมีคนขายมากกว่าคนซื้อ ทำให้ของขายไม่ออก การ์ตูนเผยแพร่ไม่ได้ ทำให้วงการการ์ตูนก็อยู่กะที่และไม่พัฒนา ซึ่งผิดกับต่างชาติอย่างญี่ปุ่น ที่พี่เค้าได้ไปเป็นนักวาดการ์ตูนที่นั้น และได้เห็นความแตกต่างของชาติเรา กะชาติเค้า
มาถึงคิวของพี่ชาติ หรือนักวาด Joe The Sea-cret Agent ที่มีนามปากกาว่า "S.S."(Suttichart Sarapaiwanich) ที่บอกว่า การ์ตูนเราไม่จำเป็นต้องสวย เพราะความสวยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ที่สำคัญอยู่ที่มุข หรือเนื้อเรื่องของตัวละคร การวาดการ์ตูน พี่เค้าก็แนะนำว่าเราไม่ควรที่จะวาดเลียนแบบใคร ควรจะหาลายเส้นของตนเอง หรือวิธีการวาดการ์ตูนที่เป็นของตนเองแล้วถ้าไม่สวยยังไง ก็วาดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็จะพัฒนาขึ้นเอง ส่วนตัวเนื้อเรื่องพี่เค้าก็จะพูดคล้ายๆ กะพี่ตั้มว่ามันสามารถเห็นได้ทั่วไปรอบตัว แล้วแต่ว่าวันนั้นเราอยากได้อะไรมาเป็นส่วนประกอบในการ์ตูนของเรา ก็ใส่ลงไป พี่ชาติจบท้ายด้วยว่า สมัยนี้ยังง่ายกว่าสมัยก่อนที่ต้องเอาไปให้สำนักพิมพ์ เพราะปัจจุบันทุกอย่างสามารถติดต่อเชื่อมโยงกันได้ด้วยระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้สมัยนี้ นักวาดหลายคนก็มีแนวคิดว่า การวาดแล้วเอาลงเน็ตง่ายกว่า...
กรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติม